4 เรื่องเล่าจาก THE GHOST ที่จะเอาไปทำหนังสั้น (แบบอ่าน)

7319

4 เรื่องเล่าจาก THE GHOST RADIO

Loading...
รูปภาพจาก The Ghost Radio : ตัวอย่างโปสเตอร์หนัง The Black Moon คืนเดือนดับ

เรื่องเล่าสุดหลอนจาก The Ghost Radio ที่เอามาเป็นหนังสั้น “The Black Moon คืนเดือนดับ” มีอยู่ 4 เรื่องเน้นๆ เริ่มอ่านกันได้เลยครับ

1.คืนแรกที่กลับบ้าน – คุณน้อง

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านที่จังหวัดลำพูน ย้อนกลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้ว คุณน้องนั้นเป็นคนที่ทำงานอยู่ที่ต่างหมู่บ้านคนละอำเภอ นานๆก็จะได้กลับบ้านซักครั้งนึง เวลาที่คุณน้องจะกลับบ้านก็เป็นช่วงเย็นวันศุกร์ ถึงบ้านก็ในคืนวันศุกร์เลย เพราะระยะทางจากบ้านและที่ทำงานก็ไม่ได้ไกลมาก แต่ก็ไม่สามารถไปกลับจากที่ทำงานและบ้านได้ จึงต้องไปอยู่หอพัก ครั้งนี้คุณน้องก็มีโอกาสได้กลับบ้าน พอนานๆกลับมาเรื่องราวที่หมู่บ้าน คุณน้องก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ใครแต่งงาน ใครเสีย ก็จะไม่ค่อยทราบ

วันนั้นคุณน้องก็กลับมาถึงบ้านประมาณ 2 ทุ่ม นั่งกินข้าวกินปลากับครอบครัวเรียบร้อยก็ขึ้นไปนอนที่ชั้น 2 บ้านของคุณน้องนั้นเป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ ชั้นบนเป็นไม้ ตรงห้องนอนของคุณน้องจะมีหน้าต่าง 2 ด้าน ด้านละ 2 บาท คุณน้องนอนติดหน้าต่างด้านซ้ายมือ ถ้าเปิดหน้าต่าง แล้วคุณน้องนั่งอยู่บนเตียงปลายคางก็จะพอดีกับหน้าต่างพอดีเลย สามารถเอาคางวาง นั่งมองไปข้างนอกได้เลย ข้างบ้านคุณน้องก็จะมีบ้านของเพื่อนบ้าน มีซอยเล็กๆให้คนเดินหรือมอไซด์ผ่านได้ สมัยนั้นตามต่างจังหวัด ก็ไม่มีรั้ว ก็จะเป็นตัวบ้านโดดๆ สามารถเดินเข้าบ้านได้เลย

คืนนั้นคุณน้องก็นอนไปตามปกติ แต่คุณน้องก็ต้องตกใจตื่นเพราะเสียงร้องไห้เบาๆ แต่ด้วยความที่มันเงียบ เสียงเบาๆมันก็ชัดขึ้นๆ คุณน้องก็นอนฟังอยู่ซักพัก ได้ยินว่าร้องไห้อยู่นาน คุณน้องก็เลยลุกขึ้นนั่งดู มองออกไปที่หน้าต่าง ก็เห็นด้านหลังของผู้หญิงโดยที่บ้านของผู้หญิงคนนั้น อยู่ตรงกันข้ามกับห้องนอนของคุณน้อง ด้วยความที่เป็นคนบ้านเดียวกัน คุณน้องก็รู้ได้เลยว่า ผู้หญิงคนนั้นคือ พี่ฝน พี่ฝนนั้นแก่กว่าคุณน้องปี 2 ปี คุณน้องก็นั่งมองและคิดในใจว่า เขามานั่งร้องไห้ทำไม ดึกๆดื่นๆ แล้วร้องตั้งนานแล้ว ทำไมพ่อแม่เขาไม่ออกมาดูลูก ด้วยความสงสัย คุณน้องก็นั่งมองอีกซักแปปนึง แต่ก็ยังไม่มีใครเปิดไฟออกมาดูเลย ตัวของพี่ฝนนั้น แต่งงานมีครอบครัว และก็ย้ายออกไปอยู่บ้านของผู้ชายแล้ว ซึ่งบ้านของผู้ชายก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่จะอยู่ไกลออกไปอีกหน่อย ห่างประมาณ 2 กิโล

ทีนี้ ด้วยความที่คุณน้องรู้จักกับพี่ฝนและอยากรู้ว่าพี่ฝนเป็นอะไร คุณน้องก็เลยตะโกนเรียกว่า พี่ฝนๆ ร้องไห้ทำไม จากที่พี่ฝนนั่งหันหลัง พี่ฝนก็ค่อยๆหันหน้ามา คุณน้องก็เห็นแต่แก้มด้านซ้าย แล้วเขาก็หันหน้ากลับไป คุณน้องก็คิดในใจ ถามทำไมไม่ตอบวะ ด้วยความที่คุณน้องอยากรู้ ก็เลยเดินลงจากชั้น 2 ลงไปข้างล่าง ออกจากบ้านไปหาพี่ฝน และคว้าแขนพี่ฝน แล้วคุณน้องก็ถามว่า พี่ฝนเป็นอะไร ร้องไห้เป็นไร แล้วพ่อแม่ทำไมไม่ลุกขึ้นมา พี่ฝนก็บอกว่า เขาหนีแฟนเขามา แฟนเขาจับได้ว่าเขาแอบคุยกับผู้ชายอีกคนนึงและก็เกิดการทุบตีการ พี่ฝนก็เลยวิ่งจากบ้านแฟน มาถึงที่บ้าน โดยที่รองเท้าก็ไม่ใส่ แล้วก็มาร้องไห้อยู่ที่หน้าบ้าน คุณน้องก็เลยถามไปว่า แล้วทำไมไม่เข้าบ้าน พี่ฝนก็บอกว่า เข้าไม่ได้ ไปไม่ได้ เดี๋ยวพ่อแม่จะว่า แล้วพี่ฝนก็บอกอีกว่า เดี๋ยวแฟนพี่เขาก็ตามมา

คุณน้องก็เลยถามว่าเขารู้มั๊ยว่าพี่หนีมาที่เนี่ย พี่ฝนก็ตอบว่า รู้ เขารู้อยู่แล้ว เพราะพี่จะหนีไปไหนได้นอกจากมาบ้านพ่อแม่ คุณน้องที่คว้าแขนของพี่ฝนอยู่แล้วก็เลยบอกกับพี่ฝนว่า งั้นพี่มาหลบบ้านหนู รับรองว่าแฟนพี่ตามไม่เจอแน่ๆ เขาไม่รู้หรอกว่าหนูมาแล้วคุณน้องก็ดึงแขนพี่ฝนมาที่บ้าน แต่ก่อนที่จะเข้าบ้าน พี่ฝนก็ถามว่า พี่จะไปบ้านน้องได้หรอ คุณน้องก็บอกได้ บ้านหนูอ่ะ ทำไมไม่ได้ พ่อแม่หนูหลับหมดแล้ว คุณน้องก็จับมือพี่ฝนพาเดินเข้าบ้าน เดินขึ้นมาที่ชั้น 2 ที่ห้องของคุณน้อง ตอนที่อยู่ในห้อง คุณน้องก็ไม่ได้เปิดไฟในห้อง เพราะถ้าเกิดแฟนพี่ฝนมาแล้วเห็นว่าในห้องเปิดไฟ เขาอาจจะรู้ว่าพี่ฝนมาอยู่ที่นี่ พี่ฝนก็นั่งอยู่ปลายเตียง คุณน้องก็มานั่งอยู่ที่เดิมที่เอาคางวาง

คุณน้องก็นั่งมองอยู่พักนึง ก็มีเสียงรถมอเตอร์ไซด์ที่เป็นรถของแฟนพี่ฝน เสียงดังมาแต่ไกล แล้วก็มาจอดที่หน้าบ้านพี่ฝน แฟนพี่ฝนลงมาจากมอเตอร์ไซด์แล้วก็ตะโกนเรียก อีฝนๆ มึงออกมา มึงออกมาจากบ้านเดี๋ยวนี้ มึงออกมา ตะโกนอยู่นาน ซักพักนึงพ่อแม่พี่ฝนเปิดประตูบ้านออกมา พ่อแม่พี่ฝนก็บอกกับแฟนพี่ฝนว่า มาทำอะไร อีฝนมันไม่ได้มาที่นี่ แฟนพี่ฝนก็พูดว่า พ่อรู้มั๊ย ว่าลูกพ่อไปทำอะไรให้ผม ลูกพ่อมีชู้ สวมเขา เรียกมันมา แล้วก็ตะโกนเข้าไปในบ้านว่า มึงจะออกมามั๊ยอีฝน ไม่ออกมากูจะยิงพ่อยิงแม่มึง แล้วก็ควักปืนออกมาจากเอว ทำท่าจะยิงพ่อพี่ฝน ตอนนั้นพี่ฝนที่คุณน้องพาเข้ามาในบ้านก็ยังคงนั่งร้องไห้เบาๆอยู่ปลายเตียง แล้วก็มีผู้หญิงเปิดประตูออกจากบ้าน ผลักมือแฟนพี่ฝนขึ้นไปบนฟ้า เสียงปืนก็ดังขึ้น 1 นัด และผู้หญิงคนที่วิ่งออกมานั้นคือพี่ฝน ณ ตอนนั้น คุณน้องก็เริ่มงงๆ ว่าพี่ฝนที่อยู่ปลายเตียงหละ แล้วไปอยู่ข้างล่างได้ยังไง

เหตุการณ์ข้างล่างก็ดำเนินต่อ พอพี่ฝนคว้ามือของแฟนได้ ปืนก็ยิงขึ้นฟ้า 1 นัด หลังจากนั้น แฟนพี่ฝนก็ยิงพี่ฝนไป 1 นัด ยิงพ่อ 1 นัด ยิงแม่ 1 นัด ล้มกันหมดทั้ง 3 คน แล้วแฟนพี่ฝนก็เดินมาที่มอเตอร์ไซด์เขา แล้วก็เอาปืนหันมาจ่อเข้าปาก แล้วก็ยิงตัวตาย หลังจากนั้นคุณน้องก็ไม่รู้ตัวแล้ว มารู้สึกตัวอีกทีตอนอยู่ที่โรงพยาบาล คุณน้องก็ตื่นมาแบบเบลอๆ ก็มาเจอแม่ แม่ก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่กว่าคุณน้องจะตั้งสติเล่าให้แม่ฟังได้ก็เป็นวันๆ แม่ก็บอกว่า พี่ฝนเขาเสียไปตั้ง 2 เดือนกว่าแล้ว และบ้านหลังนั้น พ่อแม่เขา และแฟนพี่ฝน เขาตายกันไปหมดแล้ว ซึ่งมันเคยมีเหตุการ์นี้เกิดขึ้นจริงๆเมื่อ 2 เดือนก่อน ในช่วงที่คุณน้องไม่ได้อยู่ที่บ้าน และอีกอย่าง บ้านหลังนั้นที่เป็นบ้านของพี่ฝนหนะ เขาทุบทิ้งไปหมดแล้วนะ แต่ที่คุณน้องเห็นวันนั้นเห็นครบเป็นบ้านเลย

และที่คุณน้องไปนอนโรงพยาบาลนั้นเพราะว่า เตียงของคุณน้องพอดีกับขอบหน้าต่าง และด้วยความที่ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้า คุณน้องอาจจะยืนขึ้นตอนไหนไม่รู้ แล้วช็อคหมดสติและร่วงจากชั้น 2 ลงไป คุณน้องก็ขาหัก กระดูกต้นคอเคลื่อนและก็ต้องใส่ดามเหล็กที่ขา หลังจากที่ออกโรงพยาบาล ก็ต้องมีการทำบุญใหญ่ที่บ้าน เพราะคุณน้องไปชวนเขาเข้าบ้าน ทำให้วิถีชีวิตของเขาเปลี่ยนไป จึงต้องทำบุญใหญ่ เพื่อเชิญวิญญาณพี่ฝนออกไป

2.เรื่องเล่าจากเมล์เรื่อง ชั้น 2

 

เรื่องนี้คุณทีได้รับฟังมาจากเพื่อนรุ่นน้องคนนึง (ใช้นามสมมุติว่า เอ ) เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นเอเรียนอยู่ที่โรงเรียนอาชีวะแห่งนึงในจ.นครราชสีมา ลักษณะของเอจะเป็นเด็กหนุ่มร่างใหญ่ สีผิวเข้ม อายุ 18-19 ปี แต่หน้าตาเอจะดูแก่กว่าอายุจริงไปหน่อย หน้าดุ เอได้เรียนอยู่ระดับชั้น ปวส.ปี 2 และในช่วงนั้นจะมีกิจกรรมทางโรงเรียนอยู่บ่อยๆ ซึ่งเงินที่พ่อแม่ให้ใช้แต่ละเดือนไม่ค่อยเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายกิจกรรม เอจึงไปทำงานพาร์ทไทม์หลังเลิกเรียน ตั้งแต่เวลา 4 โมงเย็น จนถึงเวลา 2 ทุ่ม ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์

สถานที่ทำงานของเอเป็นร้านกิ๊ฟช็อป ขายหนังสือและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ลักษณะจะเป็นตึก 3 ชั้น ชั้นล่างเป็นหน้าร้าน ชั้น 2 จะเป็นคลังสินค้า ชั้น 3 จะเป็นที่พัก ช่วงแรกที่เอทำงาน เอจะได้ทำหน้าที่เช็คสต็อคของอยู่หน้าร้าน และก็ต้องคอยพาลูกค้าหาสินค้าที่ลูกค้าต้องการ เอทำหน้าที่นี้อยู่ได้ 3-4 วัน ทางเจ้าของร้านก็เห็นว่า ลูกค้าที่มาซื้อของไม่ค่อยกล้าเรียกใช้บริการกับเอเท่าไหร่ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง เด็กนักเรียน นักศึกษา ประกอบด้วยเอนั้นเป็นคนหน้าดุ ทำให้ลูกค้าอาจจะกลัว หรือเกรงใจเลยไม่กล้าเรียกใช้ เจ๊เจ้าของร้านจึงเรียกเอมาคุยว่า ถ้าจะให้เอไปทำงานอยู่ชั้น 2 จะเอามั๊ย เอก็ถามว่า ผมต้องทำอะไรบ้าง เจ๊ก็บอกว่า ก็มีงานห่อหนังสือ ติดป้ายราคา ทำเซ็ตเครื่องเขียน เช็คสต็อคโหลดของ เอก็เลยตอบตกลง

พอวันรุ่งขึ้น เอก็ขึ้นไปทำงานที่ชั้น 2 โดยมีรุ่นพี่ในร้าน ชื่อพี่นุ๊ก มาคอยบอกหน้าที่ที่จะต้องทำ ทางขึ้นไปชั้น 2 จะมีอยู่ 2 ทาง ทางแรกจะเป็นบันไดวนขึ้นไป แล้วก็จะมีประตูเหล็กทึบบานใหญ่ปิดล็อคไว้บนชั้นอีก ส่วนอีกทางจะเป็นลิฟท์ส่งของกว้าง 2×2 เมตรประตูลิฟท์จะเป็นประตูยึดเหล็กเป็นซี่ๆ เปิดไว้โล่งๆ ง่ายๆ จะไม่เหมือนกับลิฟท์ที่ใช้ในห้าง กว่าลิฟท์จะขึ้นลงได้ต้องใช้เวลานานมาก เนื่องจากลิฟท์มันเก่ามากแล้ว และส่วนใหญ่คนในร้านเวลาที่จะขึ้นไปชั้น 2 ก็จะใช้ลิฟท์กัน เพราะว่าทางบันไดมันมีประตูเหล็กที่ขึ้นสนิมทำให้เปิดประตูยากมาก พี่นุ๊กก็สอนงานให้กับเอว่าต้องทำอะไรเช่น เอาถุงใสมาห่อหนังสือใหม่กันลูกค้าแกะอ่าน ติดป้ายราคา เซ็ตเครื่องเขียนก็คือจัดดินสอ ปากกา ยางลบ ใส่ไว้เป็นเซ็ตพร้อมขาย พอพี่นุ๊กบอกหน้าที่จนหมด พี่นุ๊กก็ขอตัวลงไปทำงานข้างล่างเอก็ตกใจแล้วก็บอกว่า อ้าว ผมก็นึกว่าพี่จะอยู่ข้างบนกับผมซะอีก พี่นุ๊กก็บอกว่า พี่เบื่องานชั้น 2 อยากจะไปอยู่ข้างล่างบ้าง

ลักษณะของชั้น 2 ก็จะมีลังหนังสือ ลังอุปกรณ์ต่างๆวางเต็มไปหมดเลย ก็จะมีที่โล่งๆอยู่หน้าลิฟท์เอาไว้ทำงาน ฝั่งขวามือจะเป็นที่เก็บอุปกรณ์กิ๊ฟช็อป และก็จะมีชั้นวางของกั้นไว้ แบ่งโซนสินค้า ซึ่งจะมองอีกฝั่งนั้นไม่เห็น ต้องเดินอ้อมชั้นวางของถึงจะเห็นอีกฝั่งนึง เอก็นั่งทำงานห่อหนังสืออยู่บริเวณหน้าลิฟท์ ทำอยู่ 3 วันแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ที่น่าแปลกใจคือ เวลาที่คนชั้นล่างจะขึ้นมาชั้น 2 มักจะไม่ขึ้นมาคนเดียว บางทีมาเอาของเบาๆเช่นลังดินสอ ลังปากกา ก็ขึ้นกันมา 2 คน และเวลาที่เอทำงานก็จะไม่มีคนมาตรวจงานหรือ ไม่มีคนสนใจเลยว่าเอจะทำงานไปถึงไหน จะอู้งานหรือเปล่า แต่เอก็คิดไปในแง่ดี หรือว่างานที่หน้าร้านจะยุ่งอยู่รึเปล่า เลยไม่มีเวลามาตรวจงาน

พอวันที่ 4 เอก็เริ่มจะเบื่อๆงาน เอเลยเอาโทรศัพท์มาเปิดเพลงฟังบ้าง ดูยูทูปบ้าง เพื่อแก้เซ็ง และหลังๆมาหลังจากที่เอาโทรศัพท์มาเปิดเพลงฟังบ้าง ดูยูทูปบ้าง พฤติกรรมของเอก็เริ่มหนักขึ้น มีงีบหลับบ้าง พักเล่นเกมบ้าง ด้วยที่ว่า ตัวเองนั่งทำงานอยู่หน้าลิฟท์ถ้ามีคนขึ้นลิฟท์มา ตัวเองจะได้ยินเสียง และทางขึ้นบันไดชั้น 2 ก็ไม่มีใครขึ้นมาอยู่แล้ว เอก็เลยอู้งานได้สบายๆ จนมาวันนึงเวลาประมาณ 1 ทุ่ม ระหว่างที่เออู้งานอยู่ นั่งก้มหน้าก้มตาเล่นเกมอยู่ เอก็ได้ยินเสียง หึหึๆ เป็นเสียงเหมือนผู้หญิงหัวเราะในลำคอ เอก็เลยตกใจและพยายามเงี่ยหูฟัง ซักพักนึงก็มีเสียงดังขึ้นมาอีก หึหึๆ เอมั่นใจว่าเสียงมาจากทางฝั่งขวามือแน่นอน ซึ่งเป็นฝั่งที่มีชั้นวางของกั้นอยู่ เอจึงลุกขึ้น ย่องเดินไปดูอีกฝั่งหนึ่งของชั้นวาง ระหว่างที่เดินไป เอก็ได้ยินเสียงหัวเราะที่ลำคอดังอยู่ตลอด พอเอไปถึง ก็ค่อยๆชะโงกหัว ไปดูอีกฝั่งนึง เอก็ตกใจมาก เพราะเห็นเป็นผู้หญิงคนนึงนั่งอยู่ที่พื้น หันหลังให้ ผมยาวถึงกลางหลัง ก้มหัวโยกไปมาจนหน้าแทบจะแตะพื้น แล้วก็เงยตัวขึ้นมา แล้วก็ก้มหัวลงไปตามจังหวะเสียงหัวเราะ หึหึๆ ทันทีที่เห็นภาพนั้นก็ตกใจ แต่ก็ยังไม่ได้คิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นผีแต่ก็ตกใจที่ว่า ผู้หญิงคนนั้นจะเห็นตอนที่เอแอบอู้ในเวลางานหรือเปล่า ในใจก็คิดว่าที่ผ่านมาอยู่ชั้น 2 มาคนเดียวตลอด แล้วตัวเองก็ทำพฤติกรรมที่ไม่ค่อยจะดีนัก ถ้าผู้หญิงคนนั้นไปฟ้องเจ๊เจ้าของร้านก็ซวยแน่เลย เอก็เลยเดินย่องกลับมาทำงานที่เดิม แต่เสียงหัวเราะนั้นก็ยังคงดังอยู่ในลำคอเหมือนเดิม

เอก็เริ่มแปลกใจ เพราะเสียงหัวเราะมันดังอยู่ใกล้ตัวมากๆ แล้วระหว่างที่เอทำงานอยู่ หางตาก็เห็นว่ามีเงาดำๆนั่งอยู่ทางขวามือเยื้องไปข้างหลัง ลักษณะเหมือนคนนั่งโยกหัว ก้มหัวลงแล้วก็เงยขึ้นมา พร้อมกับเสียงหัวเราะในลำคอ จังหวะนั้นด้วยสัญชาตญาณก็รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นคงจะไม่ใช่คนแน่ๆแล้วหละ ทางออกเดียวที่จะทำได้คือ ต้องลงลิฟท์ไปชั้นล่าง ตัวเอเองก็นั่งหันหลังให้ลิฟท์ ห่างจากลิฟท์ประมาณ 5 เมตร หางตาทางขวาก็เห็นเงาดำๆนั้นนั่งโยกอยู่ ที่แย่ไปกว่านั้น ตัวลิฟท์เองดันไปจอดอยู่ที่ชั้น 1 เพราะมีคนจากชั้น 1 ขึ้นมาเอาของไปตอนช่วงเย็น ถ้าจะกดลิฟท์เรียกต้องใช้เวลาประมาณ 1 นาทีกว่าลิฟท์ที่จะมาจอดบนชั้น 2 เอเลยตัดสินใจหลับตาและหมุนตัวกลับหลังหันไปทางซ้ายมือ วิ่งไปที่ปุ่มกดลิฟท์ เอก็กดลิฟท์แบบรัวๆ เสียงลิฟท์ก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่เสียงนึงที่
แทรกเข้ามาระหว่างที่ลิฟท์เลื่อนขึ้นมาก็คือเสียงหัวเราะ หึหึๆ ซึ่งคราวนี้เสียงเหมือนเขาเอาปากมาอยู่ใกล้ๆหูเลย เอเองก็ไม่กล้าที่จะลืมตา เพราะคิดว่าถ้าลืมตาก็ไม่รู้จะเจอเธอคนนั้นในสภาพไหน

ระยะเวลาที่ลิฟท์เลื่อนขึ้นมาประมาณ 1 นาที แต่เหตุการณ์นั้น เหมือนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงเลยทีเดียว เสียงหัวเราะดังก้องไปในหัวตลอดเวลา ซักพักนึงเสียงลิฟท์เลื่อนขึ้นมาจนใกล้จะถึงชั้น 2 เอก็ยังคงหลับตาสนิทและใช้มือรูดประตูเหล็กที่กั้นไว้ แล้วก็เปิดออก และก้าวท้าวเข้าไปในลิฟท์อย่างรวดเร็ว แต่พื้นลิฟท์นั้นยังไม่ทันที่จะจอดชั้น 2 พอดี พื้นลิฟท์ห่างจากชั้น 2 อยู่ 1 ฟุต เอก็เลยหัวทิ่มลงมานอนกองอยู่ที่พื้นลิฟท์ ตะเกียกตะกายขึ้นมาควานหาปุ่มกดลิฟท์กดลงไปชั้น 1 ในสภาพที่ตัวเองยังหลับตาปี๋อยู่ พอกดลิฟท์ลงมาชั้น 1 ได้ เอก็รู้แล้วว่าลิฟท์ก็ค่อยๆเลื่อนลงไปชั้น 1 พอตัวลิฟท์เลื่อนลงมาจะพ้นชั้น 2 ด้วยเหตุอะไรก็ไม่รู้ มันอดสงสัยไม่ได้ เอจึงหรี่ตามองไปที่หน้าลิฟท์ เอเห็นใบหน้าของผู้หญิงซีดเผือด นอนเอาใบหน้าแนบกับพื้นชั้น 2 ก้มลงมามองหน้าเอ จ้องเขม็งอยู่แบบนั้นเอก็ช็อคยืนตัวสั่นของสั่น จนลิฟท์เลื่อนมาจอดที่ชั้น 1 พนักงานคนอื่นๆในร้านที่ได้ยินเสียงโครมครามตอนที่เอตกลิฟท์ก็วิ่งเข้ามาดูอาการของเอ เขย่าแขนเขย่าตัวให้ได้สติ แล้วก็จูงแขนพาเอมานั่งพักที่โต๊ะหน้าร้าน

แล้วก็สอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เอก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เจ๊เจ้าของร้านก็ออกมาคุยกับเอ สอบถามว่าที่เห็นเป็นลักษณะแบบไหน เอก็เล่าให้ฟังว่าเป็นผู้หญิงผมยาวถึงกลางหลังส่วนเสื้อผ้ารายละเอียดอื่นๆไม่รู้เลย เพราะไม่ได้สังเกต แต่ใบหน้าที่ก้มลงมาแนบกับพื้นนี่จำได้แน่นอน เจ๊แกก็เลยเข้าไปในร้าน หยิบอัลบั้มรูปถ่ายเก่าๆ ที่เคยถ่ายเอาไว้มาให้ดู แล้วเจ๊ก็ชี้ไปที่รูปผู้หญิงคนนึง แล้วก็ถามเอว่า คนนี้ใช่มั๊ย เอก็ใช้เวลาดูซักพักแล้วก็บอกว่า คนนี้เลยเจ๊ แต่ที่ผมเห็นเขา เขาผอมซีดมาก เจ๊เลยบอกว่า คนนี้เป็นพี่สาวของเขาเอง เสียไปได้ 4-5 ปีแล้ว

เดิมทีร้านนี้ พี่สาวเจ๊แกเป็นเจ้าของ ระยะหลังๆ แกก็เริ่มป่วย ออดๆแอดๆ ก็เลยเรียกให้เจ๊มาช่วยดูแลกิจการให้ จนสุดท้ายก่อนที่แกจะเสีย พี่สาวเจ๊ก็ยกกิจการทั้งหมดให้เจ๊ ด้วยความที่เป็นสองพี่น้อง ไม่มีสามีทั้งคู่ พี่สาวก็เลยยังคงเป็นห่วงน้องสาว คอยเป็นหูเป็นตาให้ แม้ว่าตัวจะตายไปแล้ว แต่เหมือนแกยังคงอยู่เสมอ พอเรื่องทั้งหมดถูกเฉลย เอก็ทำใจไม่ได้ ที่จะต้องทำงานอยู่ที่นี่ต่อ เพราะเจอมาค่อนข้างที่จะหนักมา จึงขอลาออกตั้งแต่วันนั้นเลย เจ๊เองก็เข้าใจและก็ไม่ขัดข้องอะไร ส่วนพี่นุ๊กที่ทำงานอยู่ชั้น 2 มาก่อน แกก็มาเล่าให้ฟังว่า ตัวพี่นุ๊กทำงานอยู่ที่ร้านนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่สมัยเจ๊ใหญ่ยังอยู่ แกก็ผูกพันกับเจ๊ทั้ง 2 คน ก็เลยไม่กลัว และก็ไม่เคยโดนผีเจ๊ใหญ่มาหลอก พี่นุ๊กเลยถามเอว่า เอไปทำอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า เพราะว่าปกติเจ๊ไม่ค่อยจะออกมาหลอกนะ นอกจากพวกที่ทำตัวไม่ดี ถึงจะถูกผีเจ๊ใหญ่หลอก เอก็เลยรับสารภาพสิ่งที่ตัวเองทำไปทั้งหมด เรื่องราวทั้งหมดก็มีประมาณนี้

3.คืนโหดชั่วโมงผวา – คุณเบลด

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบๆ 1 ปีที่แล้ว คุณเบลดนั้นมีอาชีพขับรถแท็กซี่ แล้วก็มีอยู่คืนนึง รุ่นน้องคุณเบลด ไปเที่ยวงานที่เกี่ยวกับพวกแร็ปเปอร์ ฮิปฮอป จัดแถวๆจตุจักร รุ่นน้องก็โทรมาบอกว่า พี่ช่วยมารับผมหน่อย ผมเมานิดหน่อย เดี๋ยวจะกลับบ้านตอนนั้นคุณเบลดก็ขับแท็กซี่อยู่ด้วย แล้วน้องโทรมาตาม คุณเบลดก็วนรถไปรับ พอน้องขึ้นรถ น้องก็บอกว่า ไปลำลูกาพี่ แต่ก่อนไปลำลูกกา เดี๋ยวไปแวะส่งบ้านรุ่นพี่ผู้หญิงคนนึงแถวๆซอยลาดพร้าวก่อน

พอส่งรุ่นพี่ผู้หญิงเสร็จ ก็เข้าไปในซอยๆนึงที่ค่อนข้างแคบมากและมืด พอเข้าไป ก็จะเป็นทาง 3 แยกสำหรับกลับรถ คุณเบลดก็ถอยหลังเข้าไปกลับรถ ทีนี้รุ่นน้องคุณเบลดที่นั่งอยู่ข้างหลังก็ร้อง เห้ย ขึ้นมา คุณเบลดก็ถามว่าอะไร แล้วก็รู้สึกว่า ท้ายรถเหมือนกระแทกอะไรซักอย่าง คุณเบลดก็เลยลงรถไปดู ก็เห็นว่าท้ายรถไปชนกับเสาที่เขาตั้งไว้เป็นหลัก และที่น่าตกใจล้อรถนั้นเหยียบถาดเครื่องไหว้กระจายหมดเลย รุ่นน้องก็เลยบอกว่า ที่เห้ย เมื่อกี๋ ให้ระวังเหยียบ แต่คุณเบลดดันเหยียบไปแล้ว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเครื่องเซ่นไว้ตรงทาง 3 แพร่งนั้น รุ่นน้องก็บอกซวยแล้ว คุณเบลดก็บอกไว้ว่า ไม่มีไรหรอก เดี๋ยวหมาแมวมันก็มากิน

หลังจากนั้น คุณเบลดก็ถามรุ่นน้องว่ากลับบ้านจะไปทางไหนดี รุ่นน้องก็บอกว่าผมก็ไม่ชินทางเส้นนี้ด้วยหวะพี่ ต้องไปขึ้นทางด่วนไปลำลูกกา คุณเบลดก็เลยบอกว่า งั้นเดี๋ยวพี่เปิด GPS ไปละกันนะ พอเปิด GPS คุณเบลดก็ต้องขับตามไป GPS ก็พาไปออกถนนเส้นลาดพร้าว แล้วก็เข้าไปซอยทางลัดที่จะไปออกทางโชคชัย 4 พอเข้าไปเรื่อยๆ จนไปถึงวัดลาดพร้าว แล้วเวลาที่ใช้ GPS เปิดทางก็จะมีเส้นทางที่เป็นสีฟ้า สีแดง แล้วเวลาประมาณตี 1 และเส้นทางที่จะต้องผ่านก็เป็นสีฟ้าตลอด แต่มาเป็นสีแดงตรงที่คุณเบลดหยุดรถ เหมือนมีรถติด แล้วตรงนั้นก็เป็นเมรุเผาศพของวัด คุณเบลดก็คิดในแง่ดีว่า โทรศัพท์มันคงรวนๆ หรือเน็ตมันช้า คุณเบลดก็เลยหันไปแซวรุ่นน้อง รุ่นน้องชื่อ อาร์ท แซวว่า อาร์ท ลงไปลองของป่าว อาร์ทก็บอกว่า โหห พี่ ของพี่นี้เขาไม่ลอง ผมเป็นคนที่เชื่อและผมกลัวหวะพี่ คุณเบลดก็ออกรถต่อ

ขับรถไปจนถึงเลียบทางด่วน ขึ้นทางด่วนไปลำลูกกา ระหว่างทาง อาร์ทก็ยังเมาๆ เดี่ยวหลับเดี๋ยวตื่น แล้วอาร์ทก็บอกว่า เดี๋ยวไปเส้นนิมิตรใหม่ คุณเบลดก็บอกว่า เส้นนี้แปลกเนาะ รถน้อยๆ อาร์ทก็บอกว่า มันไม่ค่อยมีใครเขาวิ่งกันหรอก ทางมันเปลี่ยว คุณเบลดก็พูดกับน้องว่า น่ากลัวเนาะ อาร์ทก็บอกว่า ก็คงงั้นแหละพี่ เออ พี่ ถ้าถึงหมู่หน้าหมู่บ้านผมแล้ว พี่เลี้ยวเข้าไปเลย และถ้าเห็นอะไร ไม่ต้องทักเลยนะ คำๆนี้ของน้องทำให้คุณเบลดรู้สึกแปลกๆ พอคุณเบลดขับรถไปถึงหน้าหมู่บ้าน เวลาเกือบๆตี 2 เวลานี้คนก็คงนอนกันหมดแล้ว คุณเบลดก็เห็นเป็นผู้ชายผู้หญิง ใส่ชุดขาวทั้งชุด ประมาณ 6-7 คน นั่งกันอยู่ซุ้มหน้าหมู่บ้าน คุณเบลดขับรถผ่านก็มอง แล้วคนกลุ่มนั้นก็ลุกขึ้นมามองตาม คุณเบลดมองกระจกหลังก็ยังเห็นพวกเขายืนมองกันอยู่เลย

พอเข้ามาในหมู่บ้านแล้ว คุณเบลดก็ปลุกอาร์ท อาร์ทก็บอกว่า เดี๋ยวพี่จอดบ้านหลังนั้น บ้านผมเอง พอคุณเบลดจอดปุ๊ป ก็เห็นว่าไฟในบ้านเปิดอยู่ ก็เห็นเป็นเงาคนยืนอยู่ คุณเบลดก็ลงไป ยกมือไหว้ อาร์ทก็ถามว่า ไหว้ใครอ่ะ คุณเบลดก็ตอบว่า ไหว้แม่ไง อาร์ทก็บอกว่า วันนี้แม่ไม่ได้นอนบ้าน แม่นอนแถวสวนสยาม ผมอยู่บ้านคนเดียว พี่ชายผมก็ออกไปเล่นคอนเสิร์ต คุณเบลดก็คิดว่าน้องมันอำหรือเปล่า ยืนคุยกันไปซักพักนึง อาร์ทก็พูดขึ้นมาว่า เออ พี่ ตอนที่พี่กลับออกไปอ่ะ ถ้าพี่เห็นใครโบก พี่ไม่ต้องจอดรับนะ คุณเบลดก็คิดว่า แถวนี้มันอันตราย ทางมันเปลี่ยว น้องมันคงเป็นห่วง

ทีนี้คุณเบลดก็เปิด GPS จะให้ไปทะลุออกรังสิต เพื่อจะได้กลับบ้าน คุณเบลดก็ขับตาม GPS ไปทางเส้นนึง เป็นทางที่มืดมาก แล้ว 2 ข้างทางเป็นเหมือนทุ่งนา เหมือนป่า ถนนก็ไม่มีไฟเลย ซึ่งจะเห็นถนนได้ ก็จากไฟหน้ารถอย่างเดียว คุณเบลดก็ขับอยู่ซักแปปนึง ก็คิดว่า ถนนเส้นนี้โล่งเว้ย รถไม่มีผ่านเลย พอขับไปต่อได้ซักพัก คุณเบลดก็เห็นว่ามีคนโบกรถ ทั้งๆที่คุณเบลดปิดไฟว่างไว้ โดยปกติคนก็คงไม่โบกแท็กซี่ที่ปิดไฟว่าง แต่เขาโบก คุณเบลดก็สองจิตสองใจ ทางเปลี่ยวๆแบบนี้ เขามีอันตรายอะไรหรือเปล่า คุณเบลดก็ตัดสินใจลองเอารถเข้าไปเทียบ คุณเบลดก็จอดรถโดยที่ให้ประตูหน้าตรงกับคนที่โบก แต่ระยะเวลาไม่เกิน 5 วินาที พอรถจอดเขาไม่อยู่แล้ว ลักษณะของเขา จะเป็นเสื้อโปโลสีดำ กางเกงยีนส์ซีดๆ ตอนนั้นคุณเบลดรู้สึกกลัวๆ แล้วก็ขับรถออกไปจากจุดๆนั้น

GPS ก็บอกให้ขับตรงไปอีก 3 กิโลเมตร คุณเบลดก็ขับต่อไปได้อีก ประมาณ 2 กิโลได้ คุณเบลดก็เจอคนใส่เสื้อโปโลสีดำ กางเกงยีนส์ ก็คือคนๆนั้น คนๆเดิม มายืนโบกรถคุณเบลดอีกครั้งนึง คราวนี้คุณเบลดรู้แล้วว่า ไม่ใช่โจรละ คนธรรมดาไม่มีทางที่จะวิ่งเร็วกว่ารถได้ คุณเบลดก็เลยขับรถฉีกออกขวาเลย ไม่วิ่งชิดซ้ายแล้ว แล้ว GPS เวลาที่ขับรถไปก็จะมีเป็นเส้นสีฟ้าและก็จะมีเสียงกำกับว่าจะให้เลี้ยวตรงไหนๆ แต่พอวิ่งไปได้ซักแปปนึง GPS บอกให้กลับรถ พูดต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 15 ครั้ง กลับรถ กลับรถ กลับรถ คุณเบลดก็ค่อยชะลอลด แล้วก็ใช้มือกดปุ่มตัวกลางเพื่อจะให้ออกจากโปรแกรม แต่ก็ไม่ออก กดปุ่มไหนก็ไม่ออก ก็เลยกดปุ่มปิดเครื่องค้างไว้ ให้โทรศัพท์รีสตาร์ทเครื่อง

ก่อนหน้าที่ GPS จะบอกให้กลับรถ คุณเบลดก็เห็นเส้นทางให้ตรงไปอย่างเดียวก็จะเจอทางออก คุณเบลดก็ขับตรงไป แต่ว่าขับๆไปก็เหมือนว่าขับวนอยู่ที่เดิม เหมือนวิ่งเป็นวงกลม ทั้งๆที่ตรงอย่างเดียว คุณเบลดเริ่มใจเสีย ขับอยู่เกือบชั่วโมง ตอนนั้นคุณเบลดเริ่มที่จะร้องไห้ออกมา ซึ่งคุณเบลดนั้นเป็นคนที่ปากดี ปากสุนัข ยังไงก็มีร้องไห้ง่ายๆ แต่ตอนนี้คุณเบลดกลัวมาก ร้อนๆที่หลังคอ รู้สึกระแวง มองกระจกหลังกระจกข้าง คุณเบลดจอดรถได้ พยายามโทรหาญาติ โทรหาคนนู้นคนนี้ แต่ก็ไม่มีสัญญาณ พอมีสัญญาณก็ไม่ติดพอติดก็ไม่มีใครรับ แต่ตอนนั้นเน็ตก็ยังมีปกติ คุณเบลดก็เปิด Facebook ตัดสินใจเอาวะ ลองโพสต์ใน Facebook ว่าใครก็ได้ โทรหาผมที ผมไม่ไหวแล้ว ผมกลัวมาก ผมหลอน แล้วก็มีทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้องโทรมา แต่พอรับก็คุยกันไม่ได้ภาษา เสียงไม่ชัด

คุณเบลดก็ไม่รู้จะทำยังไงจอดรถอยู่ตรงนั้นก็นานมาก คุณเบลดก็เลยพูดขึ้นลอยๆว่า ขอโทษนะครับ ถ้าผมทำอะไรผิด ทำอะไรไม่ดี ผมขอโทษ ผมขออภัย ผมไม่ได้ตั้งใจ ถ้าผมทำอะไรผิดผมขออภัย พูดวกไปวนมาอยู่แบบนั้นนานมาก จนผ่านไปประมาณ 5-10 นาทีได้ คุณเบลดก็เห็นไฟรถมาจากเลนขวา เป็นรถบรรทุกวิ่งผ่านไป คุณเบลดเลยขับตามไป และน่าแปลก ตรงที่เป็นถนนเส้นที่เล็ก ถ้ารถขับสวนกันต้องชะลอ เพราะถนนมันเล็กมาก แต่รถบรรทุกคันนั้นเหยียบเป็นร้อย เร็วมาก จนไปถึงจุดๆนึง รถบรรทุกก็เลี้ยวซ้าย พอคุณเบลดเลี้ยวซ้ายตามก็ไม่เห็นรถบรรทุกคันนั้นแล้ว แต่รถออกมาโผล่เส้นรังสิต เส้นที่คุณเบลดขับตามหาอยู่เป็นชั่วโมง

ณ ตอนนั้นคุณเบลดก็ร้องไห้ไปด้วย ขับรถไปด้วย ทำอะไรไม่ถูก พอจอดรถได้ คุณเบลดก็เปิด Facebook Live สด อยากเล่าอยากระบาย แล้วก็มาพีคในตรงในสดอีกครั้งนึงคือ ตอนที่คุณเบลด Live สด ก็มีคนเข้ามาดู และเล่าเรื่องที่เกิดให้ฟัง แล้วก็มีคนทักมาเพียบเลยว่า เห้ย มึงอย่ากลัวนะ หลังหูมึงที่เบาะหลัง กูเห็นคนนั่งอยู่ และคนที่เข้ามาเม้นคงไม่แกล้งแน่ๆ เพราะตอนที่ Live คุณเบลดก็ร้องไห้ แบบกลัวมากๆ เลยคิดว่าคนทีทักคงไม่แกล้ง แล้วก็มีน้องคนนึงที่อยู่แถวๆถนนเส้นนั้นเขาบอกว่า ตอนที่คุณเบลดขึ้นสเตตัสว่าใครก็ได้โทรหาที น้องเขาก็พยายามติดต่อแต่ติดต่อไม่ได้ หลังจากที่คุณเบลดออกมาได้ น้องเขาก็ติดต่อมาแล้วก็บอกว่า พี่ขับเข้าไปเส้นนั้นทำไม เส้นนั้นอ่ะ มีคนเขาลวงแท็กซี่ไปฆ่าไปปล้น บางทีก็มีเอาศพไปหมกไว้ เจอศพบ่อยมาก มีคนตายเยอะมาก หลังจากนั้นคุณเบลดก็ฝืนขับรถทั้งๆน้ำตาปริ่มๆจนถึงบ้าน

 

4.บ้านตามสั่ง – คุณแพร

เรื่องนี้เกิดขึ้นที่บ้านหลังนึงที่จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 4-5 มกราคมที่ผ่านมา หลังจากปีใหม่ ก็มีลูกค้าติดต่องานกับทางทีมคุณแพรจากสุราษ ให้ไปคุยโปรเจค ทีนี้ทีมคุณแพรก็จะมี คุณแพร แฟนคุณแพรชื่อ ตั้ม รุ่นพี่ ชื่อ พี่อู๊ด และก็มีน้องคนนึงชื่อว่า หลินซึ่งทั้ง 4 คนก็ชอบเรื่องผีๆอยู่แล้ว คุณแพรก็เลยพูดไปขำๆว่า ไหนๆก็จะลงใต้แล้ว ได้ไปนอนค้างแบบนี้ หาโรงแรมที่มีประวัตินอนไปเลยมั๊ยเลยพี่ พี่อู๊ดก็บอกว่า เออ ก็น่าลอง พี่อู๊ดก็ติดต่อกับเพื่อนที่อยู่ที่ชุมพร ก็กะว่าจะพักที่ชุมพรก่อน ค่อยลงไปคุยงานที่สุราษเพื่อนของพี่อู๊ด ชื่อ พี่แม็กซ์ พี่แม็กซ์ก็บอกว่า มันไม่มีนะ โรงแรมที่มีประวัติเนี่ย หาแล้วไม่มี แต่บ้านเขาอ่ะ จะเป็นบ้านสวนหลังนึง ที่เคยซื้อไว้ มันเป็นบ้านที่มีประวัติฆาตกรรมเกิดขึ้น แล้วมีคนตาย 3 ศพ พี่แม็กซ์ก็บอกต่อว่า ถ้าอยากได้ที่พักที่มีประวัติก็บ้านหลังนี้แหละ ทุกคนก็คุยๆกันแล้วก็ตอบตกลงไปว่า เอาบ้านหลังนี้แหละ หลังจากตกลงแล้วว่าจะไปพักที่นี่ก็เตรียมกล้อง เตรียมอะไรไป เพื่อได้ถ่ายติดอะไรมา

พอวันที่ 4 คุณแพรก็ออกจากกรุงเทพช่วงบ่ายๆ ถึงชุมพรประมาณ 2-3 ทุ่ม ก็ไปเจอพี่แม็กซ์ พี่แม็กซ์ก็บอกว่า นอนที่บ้านนี้แหละ ไม่ต้องไปนอนบ้านหลังนู้นหรอก จะได้กินข้าว กินเหล้ากัน นานๆเจอกันที อย่าไปเลย ดูพี่แม็กซ์นั้นมีอาการเหมือนไม่อยากให้กลุ่มคุณแพรเข้าไป แล้วพี่แม็กซ์ก็หันมาถามว่า เอาไง จะนอนไหน แต่รุ่นน้องของแพรที่ชื่อหลิน ที่ยังเป็นวัยรุ่น เขาก็บอกว่า ไปพี่ไป ผมอยากไป แฟนคุณแพรกับแพรก็มองหน้ากัน ตอนนั้นคุณแพรก็เริ่มหวั่นๆละ เพราะต่างจังหวัดกลางคืนมันมืดและเงียบมากหลังจากอยู่ที่บ้านของพี่แม็กซ์ซักพัก กินข้าวกินไรเสร็จ พี่แม็กซ์ก็ขับรถนำเข้าไปที่บ้านสวน ซึ่งทางที่เข้าไปมันไกลมากจากถนนใหญ่เข้าไปก็ 6-7 กิโล ระยะ 6-7 กิโลนี้ก็จะผ่านสวนปาล์ม ผ่านวัด ผ่านป่าช้า แล้วก็เลี้ยวโค้งไปอีก 2-3 โค้ง ถึงจะถึงตัวบ้าน แถวนั้นก็พอจะมีบ้านคนบ้าง แต่ระยะห่างแต่ระบ้านก็ห่างกัน 1 กิโลถึง 2 กิโล

พอมาถึงบ้านสวนพี่แม็กซ์ก็ไม่ลงจากรถ พี่อู๊ดก็ลงจากรถเดินไปเคาะกระจกรถของพี่แม็กซ์ถามว่า ถึงแล้วใช่มั๊ย หลังนี้หรือเปล่า พี่แม็กซ์ก็ตอบว่า เออๆใช่ๆ หลังนี้แหละ เดี๋ยวขอหยิบไฟฉายก่อน แต่ดูจากท่าทางของพี่แม็กซ์แล้ว เขาไม่อยากที่จะเข้าบ้านหลังนี้เลย แล้วพี่แม็กซ์ก็เดินนำเข้าไป บ้านเป็นบ้านชั้นเดียว พอเปิดประตูบ้านเข้าไป ก็จะเจอครัวก่อนเลย มีโต๊ะกินข้าว มีเก้าอี้ เข้าไปอีกก็จะเป็นห้องนอน ห้องน้ำอยู่หลังสุด รอบๆบ้านมองไม่เห็นอะไรเลย มืดมาก และก็เงียบมาก สภาพในบ้านก็เหมือนบ้านคนปกติเพราะพี่แม็กซ์ก็จ้างคนเข้ามาทำความสะอาดบ้านอยู่บ่อยๆ สภาพก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนดูในหนังที่มีหยักไย่ หรือต้นไม้บังครึ้มๆแบบนั้น แต่ที่มองๆไปแล้วดูน่ากลัวก็คือบ่อน้ำขุดใหญ่ๆ พอพี่แม็กซ์แนะนำบ้านเสร็จ เขาก็รีบกลับขึ้นรถ แล้วก็พูดก่อนไปว่า โอเค พรุ่งนี้เจอกัน มีอะไรไม่ต้องโทรมา แล้วเขาก็ขับรถออกไปเลย

ทีนี้ทีมคุณแพรทั้ง 4 คนก็เว้งว้าง เพราะรอบๆนั้นไม่มีอะไรเลย มืดตึ๊บ ก็เลยเอาขนมออกมากินกันก่อน แล้วค่อยออกไปเดินรอบๆบ้าน สำรวจดูว่าจะเริ่มถ่ายจากตรงไหน ช่วงระหว่างที่กำลังจะหยิบของ พวกไฟ สายชาร์พ เพาว์เวอร์แบงค์ อยู่ๆก็มีเสียงคนเคาะประตูดัง ปั้งๆๆ เสียงดังมาก เหมือนมีคนทุบประตู พี่อู๊ดก็บอกให้หลินออกไปดูว่าเป็นพี่แม็กซ์ลืมของแล้วกลับมาหรือเปล่า หลินก็เดินออกไปพอหลินเปิดประตู แล้วหลินก็ตะโกนกลับมาว่า ไม่เห็นมีใครเลยครับพี่ พอหลินตะโกนมาแบบนี้ทุกคนก็มองหน้ากันแล้วหลินก็ปิดประตูเดินกลับเข้ามาแปปเดียว เสียงทุบประตูก็ดังอีกครั้งนึง ปั้งๆๆ ด้วยความที่คุณแพรกลัวก็เลยบอกให้หลินออกไปดูอีกรอบ เพราะหลินไม่กลัวอยู่แล้ว ครั้งนี้หลินก็เดินไปดู แต่ว่าคราวนี้หลินกะเปิดประตูให้โดนตัวคนที่เคาะ เปิดกระแทกออกไปเลยแต่ก็ไม่เจออะไร ว่างเปล่า ทีนี้เหมือนว่าหลินโมโห ก็เลยตะโกนออกไปว่า แน่จริงก็มาเป็นตัวเด้ จะได้ถ่ายติดแล้วเอาไปลงยูทูป คุณแพรกับตั้มก็มองหน้ากัน ตอนนั้นพี่อู๊ดไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็ได้ยินเสียงหลินเดินออกไปนอกตัวบ้าน พอพี่อู๊ดออกมาจากห้องน้ำ คุณแพร
ก็เล่าให้ฟังและบอกพี่อู๊ดให้เดินออกไปตาม แล้วคุณแพรก็บอกอีกว่า มันเริ่มไม่ดีแล้ว ไม่อยากถ่ายแล้ว หนูกลัว เดี๋ยวพรุ่งนี้คุยงานไม่ได้

แล้วพี่อู๊ดก็เดินออกไปตามหลิน พอตามหลินกลับมาได้ พี่อู๊ดก็บอกกับคุณแพรว่า หลินมันไปยืนตรงบ่อน้ำ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันไปทำอะไร หลินก็บอกว่า ไม่ได้ทำอะไรพี่ ก็แค่อยากรู้ว่ามีจริงหรอ ทำไมมาแค่นี้ ทำไมไม่มาให้เห็นเป็นตัว คุณแพรก็เลยบอกไปว่า เอาไว้คุยงานเสร็จค่อยกลับมาใหม่ก็ได้ วันนี้ขอนอนก่อน ไม่อยากออกไปแล้ว พอเข้านอน ทุกคนก็หลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเช้า หลินไม่ตื่น ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น เขย่าก็แล้ว อะไรก็แล้ว หลินก็ไม่ตื่น จนพี่อู๊ดเขย่าสุดแรงและพูดว่า ไอหลิน ตื่นนนนน ไอหลิน ตื่นได้แล้ววว แล้วหลินก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเหมือนคนตกใจ แล้วหลินก็บอกว่า ไปๆๆพี่ ผมไม่อยู่แล้ว ไปพี่ๆเก็บของๆ ไปอาบน้ำที่อื่นเอา อาบน้ำปั๊มก็ได้ ผมไม่อยู่แล้ว สุดท้ายก็เก็บของออกจากบ้าน เอากุญแจไปคืนพี่แม็กซ์ แล้วก็ขับรถไปหาลูกค้าที่สุราษ

ระหว่างทางที่ไปสุราษ คุณแพรก็ถามหลินว่า เป็นไร เมื่อคืนเจอดีหรอ หรือว่า แกล้ง หรือว่าอำ หรือว่า อะไร แต่หลินดูหน้าตาดูกลัวจริงๆ พูดตะกุกตะกัก พูดติดอ่าง ซึ่งก่อนหน้านี้หลินนั้นไม่กลัวผีเลย ไปที่ไหนก็ไม่เคยเจอ คุณแพรก็ถามอีกครั้งว่า ตกลงเมื่อคืนมึงเจออะไร หลินก็เล่าให้ฟังว่า ผมนอนอยู่ ซึ่งตรงที่หลินนอนนั้นจะติดกำแพง ถัดมาเป็นพี่อู๊ด แฟนคุณแพร แล้วก็แพร หลินก็เล่าต่อว่า ผมนอนหันหน้าเข้ากำแพง แต่พอกำลังจะเคลิ้มหลับ ผมก็ได้ยินเสียงปี่พาทย์ แล้วก็เป็นเสียงกลองรัวๆ เป็นเพลงดนตรีไทยแต่เป็นเพลงเร็ว ซึ่งหลินก็คิดว่า ข้างบ้านเปิดหรือเปล่า แต่ว่าบ้านคนอื่นมันก็อยู่ไกลมากๆ มันก็ไม่น่าจะดังใกล้ขนาดนี้ หลินก็จะหันตัวกลับมาถามคนอื่นว่าได้ยินเสียงกันมั๊ย ในช่วงระหว่างที่หลินกำลังจะหันกลับมา หลินก็เห็นเป็นเงาดำๆ ยืนอยู่กลางห้อง แล้วพอหันมาเต็มๆ ก็เห็นเป็นคนรำ แต่ลักษณะของเขาคือ คอห้อยจนแก้มอยู่ติดกับไหล่ แล้วก็แขนก็อยู่ผิดรูป แขนวาดไปข้างหลังแล้วก็ขึ้นข้างบน พอหลินเห็นก็ช็อค มือกับเท้าก็เย็น แต่ขยับตัวได้ ผมไม่ร้องเอง ผมเลือกที่จะหันกลับ แล้วก็พยายามหลับต่อ แล้วก็หลับไปตอนไหนไม่รู้ คุณแพรก็บอกหลินไปว่า ฝันแล้ว ไม่ใช่ละหลิน หลินก็ยืนยันว่า เรื่องจริง ผมไม่เคยโกหกพี่ ถ้าผมกลัวผมก็บอกว่ากลัว ทางพี่อู๊ดก็บอกว่า ไม่เป็นไร ถ้ากลับไปเดี๋ยวพาไปหาหลวงปู่

พอถึงสุราษทีมคุณแพรก็ไปคุยงานกันลูกค้าตามปกติ พอคุยเสร็จ จริงๆก็กะว่าจะอยู่ต่อ แต่ว่าหลินนั้นผิดปกติ พี่อู๊ดก็บอกให้กลับกรุงเทพเลย หลังจากที่กลับขึ้นมากรุงเทพ ผ่านมา 3 วัน คุณแพรไม่สามารถติดต่อหลินได้อีกเลย โทรไปก็ปิดเครื่อง ทิ้งข้อความในเฟสบุ๊ค ก็ไม่มีการตอบกลับ ไม่มีการอ่าน พวกคุณแพรก็คิดว่าน้องมันเป็นอะไรหรือเปล่า ประจวบเหมาะกับงานที่ลงไปคุย เขาก็อนุมัติ เขาจะเซ็นสัญญา พวกคุณแพรก็กะว่าจะเลี้ยงฉลองกัน คุณแพรก็พิมพ์บอกในเฟสบุ๊คของหลินว่า หลิน มากินที่บ้านนะ วันนี้ฉลองงานโปรเจคผ่านละนะ ช่วงวันพุธ พฤหัสที่ผ่านมา คุณแพรก็นั่งปาร์ตี้กันอยู่ที่บ้าน ที่เป็นโฮมออฟฟิศ คุณแพร ตั้ม และพี่อู๊ดก็จะนอนที่บ้านหลังนี้ ช่วงประมาณเที่ยงคืน หลินก็ขี่มอเตอร์ไซด์มาหา หน้าตาดูโทรมมาก คุณแพรก็ถามว่า เป็นไร ไม่ได้หลับไม่ได้นอนหรอโทรไปก็ไม่รับ มีอะไรหรือเปล่า หลินก็เข้ามานั่งแล้วก็บอกว่า พี่ มันตามผมมา ผมไม่ได้นอนเลย 3 คืน ผมทำอะไรไม่ได้เลยพี่ ผมกลัวมาก คุณแพรก็เลยบอกว่า ใจเย็นๆ ไหนเล่าให้ฟังสิ ซึ่งทั้งคุณแพร ตั้ม และพี่อู๊ดไม่เจออะไรเลย

หลินก็เล่าให้ฟังว่า คืนแรกที่กลับมา เขาก็กำลังจัดของ เก็บของของเค้า ตอนนั้นเวลาประมาณตีสอง หลินก็ได้ยินเสียงเดิม ที่ได้ยินที่บ้านหลังนั้น คือเสียงดนตรีไทย เสียงปี่มาก่อน แล้วก็ตามด้วยตะโพน ตามด้วยฉิ่ง แล้วเป็นจังหวะเร็ว หลินก็ไม่รู้จะทำยังไงหลินก็เลยเอาบุหรี่ขึ้นมาจะออกไปจุดสูบตรงระเบียง ระหว่างที่ออกไประเบียง หลินก็เห็นคนเดิมรำอยู่หน้าบ้าน แล้วเหมือนว่าเขารับรู้ว่าหลินเดินออกมา เขาก็ชี้หน้าของหลิน พอหลินเล่าจบ คุณแพรก็ถามพี่อู๊ดว่า เอาไงดีพี่อู๊ด ท่าทางน้องมันจะเจอจริงนะ พี่อู๊ดก็เลยบอกว่า ไม่เป็นไร คืนนี้ไปนอนข้างบน เดี๋ยวนอนกับกูเอง ห้องพี่มีทั้งพ่อแก่ มีทั้งพระเจ้าตากสิน ไม่มีใครทำอะไรเอ็งได้หรอก หลินก็บอกว่า ได้พี่ งั้นผมขอขึ้นไปนอนเลยนะ คือผมไม่ได้นอนมาหลายคืนแล้ว

พอหลินขึ้นขึ้นไปนอน ตอนนั้นเวลาก็ประมาณตี 1 พวกคุณแพรก็นั่งอยู่อีกแปปนึงแล้วก็เก็บของ แยกย้ายอาบน้ำเข้านอน คุณแพรกับตั้มจะนอนห้องข้างหลัง ส่วนพี่อู๊ดกับหลินจะนอนห้องข้างหน้า พอขึ้นไปนอน คุณแพรก็กำลังจะเคลิ้มหลับ คุณแพรก็ได้ยินเสียงปี่จริงๆ แล้วก็มีเสียงกลองตะโพนตามมาเป็นจังหวะเร็วๆ แวปแรกคุณแพรก็คิดว่าข้างบ้างเปิดยูทูป แล้วเปิดลำโพงแล้วเสียงดังมาหรือเปล่า หรือใครดูมวยหรือเปล่า แต่พอบรรเลงเป็นเพลง คุณแพรก็เลยคิดถึงเรื่องที่หลินเล่าให้ฟัง ซึ่งเพลงที่คุณแพรได้ยินนั้นเป็นเพลงจังหวะดนตรีทางใต้ ประมาณเพลงมโนราห์ พอคุณแพรได้ยินก็รู้สึกกลัว เลยเอามือไปสะกิดตั้ม ตั้มก็บอกว่า ไม่ต้องพูด รู้แล้ว แสดงว่าตั้มก็ได้ยินเหมือนกัน คุณแพรก็เลยถามว่า เอาไงดี ตั้มก็บอกว่า ไปห้องพี่อู๊ดกัน คุณแพรก็เอาหน้าซุกหลังแฟนเดินออกไปที่ห้องพี่อู๊ด เพราะว่า กลัวจะเห็นนางรำเหมือนที่หลินเล่าให้ฟัง ตั้มก็บอกว่าถ้าเห็นอะไร อย่าวิ่ง อย่ากรี๊ด จูงมือแล้วเดินตามมา

พอเปิดเข้าไปในห้องพี่อู๊ด คุณแพรก็เห็นว่าหลินไปนั่งอยู่ตรงมุมห้องตรงหิ้งพระ นั่งชันเข่าก้มหน้า ตัวสั่น แล้วก็ร้อง ฮือๆ อยู่แบบนั้น แต่พี่อู๊ดนั้นยังไม่ตื่น คุณแพรก็เลยให้ตั้มปลุกพี่อู๊ด เพราะว่า มันเริ่มหนักมากละ พอปลุกพี่อู๊ด คำแรกที่พี่อู๊ดตื่นมาแล้วถามคือ ใครเปิดเพลงอะไรวะ เพราะตอนนั้นพี่อู๊ดยังไม่รู้เรื่อง แต่พอพี่อู๊ดหันมาเห็นหลิน คุณแพรก็บอกว่า น้องแย่แล้ว พอเริ่มตั้งสติได้ ทุกคนคิดเหมือนกันเลยว่า ให้เปิดหน้าบ้านดู แล้วคนที่จะไปเปิดดูคือ ตั้มและพี่อู๊ด คุณแพรก็เดินไปด้วย แต่เอาหน้าซุกหลังแฟนไม่กล้ามองพอเปิดผ้าม่านดู พี่อู๊ดก็อุทานออกมา หี้ยยย แล้วก็ปิดม่านแล้วก็ลากคุณแพรกับตั้ม มานั่งตรงหิ้งพระ นั่งมองหน้ากันไม่พูดอะไรจนเช้า

เช้ามาพี่อู๊ดก็บอกว่า ไปหาหลวงปู่กัน เป็นหลวงปู่ที่พี่อู๊ดไปบวชด้วย แล้วเขาน่าจะช่วยได้ พอระหว่างที่นั่งรถไปหาหลวงปู่ คุณแพรก็ถามแฟนกับพี่อู๊ดว่า เมื่อคืนเห็นอะไรหรอ พี่อู๊ดบอกว่า เห็นนางรำโนราห์ ยืนชี้ขึ้นมา พอถึงหน้ากุฏิพระ กำลังจะเดินขึ้นไปหลวงปู่ตะโกนออกมาว่า ไม่ต้องขึ้นมา อยู่ตรงนั้นแหละเดี๋ยวลงไปเอง พวกคุณแพรก็ยืนรอ ซักพักหลวงปู่ก็เดินลงมาแล้วก็บอกว่า ทั้ง 4 คนไปอาบน้ำมนต์ก่อนเลย แล้วหลวงปู่ก็สวดมนต์ซึ่งคุณแพรก็ไม่รู้ว่าสวดอะไร พออาบน้ำมนต์กับเสร็จขึ้นมาอยู่บนกุฏิ หลวงปู่ท่านก็พูดว่า ที่บอกว่าไม่ต้องขึ้นมาหนะ ไม่ใช่พวกโยม แต่เป็นผู้หญิงคนนั้น คุณแพรจะร้องไห้ ไม่รู้ว่าเขาจะตามอะไรนักหนา ซึ่งก็ยังไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมต้องตามกันขนาดนี้ ทางพี่อู๊ดก็ถามว่า แล้วพวกผมจะต้องทำยังไง แล้วเขาต้องการอะไรครับ หลวงปู่ก็ถามว่าแล้วเอ็งไปทำอะไรให้เค้าหละ พวกเอ็งไปทำอะไรกันมา แล้วหลวงปู่ก็ชี้ไปที่หลิน แล้วก็พูดว่า โดยเฉพาะเอ็ง สภาพของหลินตอนนั้น ผมร่วง พูดติดอ่าง พอถามว่าทำอะไร หลินก็ไม่พูด จนเค้นถามจริงๆ จะได้ช่วยได้ อยู่ต่อหน้าหลวงปู่แล้ว ไม่มีใครทำอะไรแกได้หรอกกล่อมอยู่นาน หลินก็เล่าให้ฟังว่า ตอนที่หลินโวยวายแล้วเดินออกไปข้างนอก หลินนั้นไปฉี่ลงบ่อน้ำ คุณแพรก็ถามหลวงปู่ว่าจะต้องทำยังไง เขาถึงจะยอม เพราะถ้าเขามาแบบนี้มันก็ใช้ชีวิตลำบาก หลวงปู่บอกว่า ทางเดียวเลย คือหลินต้องบวช แล้วก่อนบวชหลินต้องกลับไปขอขมาที่บ่อน้ำก่อน ไม่อย่างงั้นเขาก็จะเอาไปด้วย

หลังจากนั้นพวกคุณแพรก็ต้องเข้าไปคุยกับแม่ของหลิน เล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง เพื่อที่จะบอกว่าหลินต้องบวช ทางพี่อู๊ดก็เลยโทรไปเล่าให้พี่แม็กซ์ฟังว่าเกิดเรื่อง แบบนี้ๆนะ พี่แม็กซ์ก็พูดกลับมาว่า ทำไมพวกมึงทำกันอย่างงั้น พี่แม็กซ์ก็เล่าให้ฟังว่า ที่มีการฆ่ากันตาย 3 ศพ พี่แม็กซ์ก็ถามว่า นึกว่าพูดเล่นหรอ คือเมื่อประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้ว ตอนที่เขาได้บ้านหลังนี้มาใหม่ๆ เขาก็ปล่อยเช่า พอปล่อยเช่า ก็มีร่างทรงมาเช่าบ้านหลังนั้น เป็นผัวเมีย เมียเป็นร่างทรง ส่วนผัวจะคอยหาโนราห์มารำแก้บน แล้วเกิดรัก 3 เส้าขึ้น เพราะผัวดันไปชอบกับโนราห์ในวง แล้วเมียเกิดจับได้ ด้วยความที่โมโหใช้มีดอีโต้ฟันหน้าผัว แล้วก็เอาศพของผัวไปเก็บไว้ในบ้าน แล้วบอกกับสาวโนราห์คนนั้น ล่อให้มาที่บ้าน พอเมียน้อยที่เป็นมโนราห์มา เมียที่เป็นร่างทรงก็ใช้มีดฟันคอ คอไม่ขาด แต่คอห้อย เป็นสภาพเดียวกับที่หลินเห็น แล้วที่สำคัญ เขาเอาศพของโนราห์ไปทิ้งไว้ในบ่อ แล้วตัวเขาก็ผูกคอตายตามในบ้าน พี่แม็กซ์ก็บอกอีกว่า ที่เขาจ้างคนงานให้เข้าไปทำบ้าน คนงานไม่กล้านอนในบ้าน เลือกที่จะนอนนอกบ้าน มีแค่พวกคุณแพรนี่แหละที่กล้าเข้าไปนอนในบ้าน

เรื่องราวก็จบลงเพียงเท่านี้ แต่ว่าวันที่ 16 ม.ค. 61 คุณแพรก็จะกลับไปที่บ่อน้ำนั้น เพื่อพาหลินไปขอขมา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือว่า เขาจะยอมหรือเปล่า ซึ่งวันเสาร์อาทิตย์ที่จะถึงนี้ คุณแพรจะโทรมาอัพเดทให้ฟังอีกครั้งกับทางรายการ The Ghost Radio อีกครั้ง

#บทสรุปบ้านตามสั่ง ภาค 2

รูปภาพจาก The Ghost Radio : บ้านที่คุณแพรเข้าไปพักที่มีการฆาตกรรม 3 ศพ
รูปภาพจาก The Ghost Radio : บ้านที่คุณแพรเข้าไปพักที่มีการฆาตกรรม 3 ศพ

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (16 ม.ค. 61) คุณแพร พี่อู๊ด แฟนคุณแพร หลิน และคนที่บ้านของหลินก็ได้กลับไปที่้บ้านสวนหลังนี้ ก่อนจะเข้าไปก็ได้เข้าไปคุยกับพี่แม็กซ์ก่อน ช่วงที่เข้าไปที่บ้านก็จะเป็นช่วงบ่ายๆเกือบเย็น แต่พอไปถึงบ้านหลังที่เกิดเหตุ หลินดันไม่ยอมลงจากรถและเริ่มที่จะโวยวาย คุณแพรก็ไม่รู้ว่าหลินเห็นอะไรหรือเปล่า หลินเอาแต่พูดอยู่คำเดียวว่า มันๆๆ ณ ตอนนั้นหลินก็ยังคงพูดติดอ่าง พูดไม่รู้เรื่องอยู่ ทุกๆคนก็พยายามกล่อมให้หลินลงมาจากรถ พอเอาหลินลงไปได้ ก็พาไปที่ตรงบ่อน้ำ แต่กว่าจะให้หลินขอขมาได้ก็นานอยู่พอสมควร เพราะต้องช่วยกันจับมือของหลินพนมมือและถือธูปไว้ แต่ด้วยความที่หลินยังคงพูดไม่รู้เรื่อง พูดไม่ได้ศัพท์ ทำให้หลินพูดขอขมาเองไม่ได้ จึงต้องมีคนพูดขอขมาแทนหลิน หลังจากเสร็จพิธี ตรงนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พอกลับมาถึงกรุงเทพ หลินก็จะต้องกลับมาบวชเป็นพระ และก็เหมือนเดิม หลินยังพูดไม่รู้เรื่อง จึงทำให้ไม่สามารถท่องบทสวดได้ ไม่สามารถรับบทสวดได้ หรือเรียกว่าไม่ครบ 32 ซึ่งมันก็ทำให้หลินไม่สามารถบวชเป็นพระได้ แล้วหลวงปู่ก็บอกว่าถ้าเป็นแบบนี้หลินอาจจะมีโอกาสถึงขั้นที่เขาจะเอาไปได้ พอแม่ของหลินได้ยินแบบนั้นก็ร้องไห้โฮออกมาเลย คราวนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไงกันต่อดี แฟนของคุณแพรก็เลยอาสาบวชแทนให้ เพื่อที่จะขออโหสิกรรมใหักับหลิน และปัจจุบันนี้แฟนของคุณแพรก็บวชเป็นพระอยู่ บวชไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (18 ม.ค. 61)

หลังจากที่หลวงพี่(แฟนคุณแพร)บวช วันถัดมา คุณแพรก็ไปหาหลวงพี่ที่วัด คุณแพรก็ถามหลวงพี่ว่า เจออะไรมั๊ย มีอะไรหรือเปล่า หลวงพี่ก็บอกว่า เมื่อคืนฝัน ฝันเห็นว่ามีโนราห์คนเดิมมายืนรำในฝัน หลวงพี่ก็พูดประมาณว่า ขอให้อโหสิกรรมให้หลินเถอะ บุญทั้งหมดที่บวชครั้งนี้ ไม่ได้แบ่งให้ใครเลย ก็ให้โยมทั้งหมดนะ หลวงพี่ก็บอกต่อว่า เขายืนรำอยู่นานมาก แล้วเขาก็ค่อยๆเดินหายไป โดยที่ไม่ได้พูดอะไรเลย และคราวนี้เขาไม่ได้มาแบบตอนที่เห็นตรงหน้าบ้านที่คอห้อยติดไหล่ แต่ครั้งนี้เขามาในสภาพที่ดีขึ้น ก็เลยคิดว่า น่าจะคงดีขึ้นแล้ว ถ้ามาสภาพไม่ดีแสดงว่ายังคงโกรธอยู่ ส่วนหลินนั้น ก็ยังต้องรักษาต่อ และก็ต้องอาบน้ำมนต์กับหลวงปู่จนกว่าจะดีขึ้น

ย้อนกลับไปวันที่คุณแพรกลับไปที่บ้านสวนหลังนั้น คุณแพรก็มีโอกาสได้พบเจอกับคนที่เฝ้าบ้าน เข้าไปทำความสะอาด เขาก็เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้บ้านหลังนี้ได้ทำการตกแต่งทาสีใหม่ เขาก็พาลูก พาเมีย พาญาติๆมา แล้วก็มาช่วยกันทำบ้าน จนมีวันนึงเขาก็นั่งกินข้าวตรงใต้ต้นไม้ ลูกๆของเขา 3 คนก็วิ่งเล่นเข้าไปในบ้าน พอลูกๆวิ่งออกมา เขาก็ถามว่า วิ่งเข้าไปทำอะไร เข้าไปเล่นอะไรกันในบ้าน เด็กๆก็บอกว่า มีโนราห์รำอยู่ในบ้าน เรื่องราวฆาตกรรมก็ผ่านมา 10 กว่าปีเกือบๆ 20 ปีมาแล้ว แต่ดูเหมือนว่าวิญญาณของโนราห์ก็ยังคงอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน

เรื่องนี้ก็เป็นอุทธาหรณ์ เป็นคำเตือนได้ดีเลย เพราะ เมื่อแฟนคุณแพรได้บวช ซึ่งจะบวชประมาณ 15 วัน ทีมงานคุณแพรก็จะต้องเบรคงานหลายๆอย่าง ชีวิตก็ดำเนินเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ ซึ่งถ้าไม่ได้ไปทำอะไรแบบนั้น ทีมคุณแพรก็คงทำงานได้ตามปกติ ยังใช้ชีวิตกันเหมือนเดิม แต่พอไปทำอะไรแบบนี้แล้ว แฟนคุณแพรก็ต้องไปบวช เหลือแค่คุณแพรกับพี่อู๊ด 2 คน ส่วนหลินก็ต้องไปรักษา ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรที่เป็นด้านบวกเข้ามาเลย แล้วหลินก็จะต้องพักอยู่บ้าน และจะต้องไปวัดตามที่หลวงปู่บอก เพราะว่าจะมีวันที่หลินนั้นจะอยู่บ้านไม่ได้ หลวงปู่คุยกับแม่ของหลิน ทางคุณแพรก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเดือนหงายหรือเดือนมืด หลวงปู่บอกว่า ถ้าเป็นวันอันตราย หลินจะต้องไปอยู่วัด ถ้าเป็นวันธรรมดา หลินก็จะอยู่บ้านได้

สุดท้ายแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเหตุการณ์นี้จะจบลงแบบไหน หรือจะจบลงเมื่อไร และในช่วงนี้ก็เป็นช่วงระยะเวลาการขอขมา ขอโทษในสิ่งที่คนๆนึงได้ทำบางสิ่งบางอย่างไป แต่ตัวเขาไม่สามารถแก้ไขตรงนี้ได้แล้ว แต่ยังดีที่แฟนคุณแพรอาสาบวชให้เป็นระยะเวลา 15 วัน และคาดว่า หลังจากบวชครบ 15 วันก็อาจจะรู้บทสรุปตรงนี้แล้วก็ได้ คุณแพรก็บอกส่งท้ายว่า ถ้าวันนึงที่หลินหาย คุณแพรก็จะโทรมาอัพเดทให้ฟังอีกครั้งนึง

อัพเดทเรื่อง #บ้านตามสั่ง
เมื่อสัปดาห์ก่อน ทางคุณแพรได้คุยกับทีมงานของ The Ghost Radio ประมาณว่า วันที่ 31 ม.ค. 2561 เนี่ยจะเป็นวันตัดสินชะตาของหลิน หลวงพ่อบอกว่า วันที่ 31 เนี่ยเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เป็นวันแรง และหลินก็อายุ 25 เบญจเพศ พอดีด้วย ถ้าโชคดีคือหลินน่าจะรอดแล้วแหละ แต่ถ้าโชคร้ายหลินก็อาจจะมีอันเป็นไป

ล่าสุดเมื่อวานคุณแพรโทรมาเล่ากับทางรายการ สรุปได้ประมาณว่า
– ในคืนวันที่ 31 ม.ค. 2561 หลินนอนอยู่กับพี่อู๊ดและหลวงปู่ที่กุฏิ หลวงปู่ก็สวดมนต์ช่วยหลินทั้งคืน แล้วก็มีหมาหอนตลอดทั้งคืนเหมือนกัน
– ผ่านคืนวันที่ 31 หลินยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับหลิน แล้วหลินก็ค่อยๆดีขึ้น
– อาการหวาดระแวงของหลินหรือกลัวอะไรซักอย่างก็หายไป แต่ก็ยังไม่กลับมาเต็มร้อยเหมือนเดิม เช่น ถามหลินว่า กินข้าวหรือยัง หลินก็จะตอบว่า กินแล้ว แต่ว่าเล่นไม่ค่อยมันเลย เหมือนถามอย่าง ตอบอีกอย่าง
– หลวงปู่บอกว่า ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว เพราะเคสแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่น่าจะรอด
– ต้องคอยพาหลินไปหาหมอจิตเวชเพื่อรักษา
– เรื่องงาน ทุกวันนี้หลินก็ยังคงทำงานไม่ได้ ทั้งคุณแพร แฟนคุณแพร พี่อู๊ด ก็คอยช่วยคุณแม่ของหลิน ช่วยเท่าที่พอจะช่วยได้ เพราะพวกคุณแพรก็มีส่วนที่ทำให้หลินเป็นแบบนี้

Loading...
Loading...

 

Facebook Comments

LEAVE A REPLY